ข่าวสาร
เพื่อนๆ เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมการเมืองอเมริกาดูเหมือนมีแค่สองพรรคใหญ่คือ เดโมแครต กับ รีพับลิกัน เหมือนโลกสองขั้วเลย จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้นนะ! สหรัฐฯ มีพรรคการเมืองอื่นๆ อีกเพียบ แต่พวกเขามักถูกมองข้ามเพราะระบบเลือกตั้งที่เอาเปรียบพรรคเล็กสุดๆ มาฟังกันว่ามันเป็นยังไง แล้วพรรคอื่นหายไปไหนหมด
ก่อนอื่นเลย ระบบการเมืองอเมริกาใช้หลัก First-Past-The-Post หรือ Winner-Takes-All นั่นคือใครได้คะแนนเสียงมากที่สุดในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ก็กวาดที่นั่งทั้งหมดไปเลย แม้จะได้แค่ 40% แต่คนอื่นแบ่งกันเหลือๆ ก็แพ้หมด พรรคเล็กๆ ที่ได้คะแนนแค่ 5-10% ก็ไม่ได้อะไรเลย ต่างจากระบบสัดส่วนที่ยุโรปใช้ ซึ่งแบ่งที่นั่งตามเปอร์เซ็นต์คะแนน นี่แหละที่ทำให้สองพรรคใหญ่ครองโลกมานานกว่า 150 ปี
พรรคเดโมแครต เกิดมาตั้งแต่ยุค 1828 เป็นพรรคที่เน้นสิทธิรัฐ สนับสนุนคนชายขอบ สิทธิพลเมือง สิ่งแวดล้อม และรัฐบาลกลางเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ปัจจุบันกลายเป็นพรรคเสรีนิยม ชอบนโยบายสังคม เช่น Obamacare หรือสิทธิ LGBTQ+ รีพับลิกัน ก่อตั้งปี 1854 จากกลุ่มต่อต้านทาส เน้นอนุรักษนิยม เศรษฐกิจตลาดเสรี ลดภาษี ลดการแทรกแซงรัฐ ล่าสุดเน้นความมั่นคงชายแดนและค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิม สองพรรคนี้ครองสภาคองเกรส วุฒิสภา และทำเนียบขาวสลับกันไปมา
แล้วพรรคอื่นล่ะ? ไม่หายไปไหนหรอก! แค่ไม่มีที่นั่งในสภาคองเกรสเท่านั้นเอง มาดูตัวเด่นๆ กัน Libertarian Party พรรคเสรีภาพสุดขั้ว อยากให้รัฐบาลเล็กลง ลดภาษี ลดกฎระเบียบ ปล่อยให้ประชาชนทำอะไรก็ได้ตราบใดไม่ทำร้ายคนอื่น ได้คะแนนประธานาธิบดีปี 2020 ราว 1.2 ล้านเสียง Green Party พรรคสีเขียว เน้นสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธนิวเคลียร์ สนับสนุนพลังงานหมุนเวียน และสังคมยุติธรรม เคยมี Jill Stein ชิงประธานาธิบดี Constitution Party อนุรักษนิยมสุดโต่ง ชอบรัฐธรรมนูญแบบเดิมๆ ต่อต้านการทำแท้ง สนับสนุนปืน และนโยบายอเมริกาเฟิร์สต์
นอกจากนี้ยังมี Forward Party ที่เพิ่งเกิดใหม่จาก Andrew Yang ผู้ชิงประธานาธิบดีปี 2020 เน้นแก้ปัญหาระบบสองพรรคด้วย Ranked-Choice Voting ให้คนเรียงลำดับผู้สมัครที่ชอบอันดับ 1-2-3 ช่วยให้พรรคเล็กมีลุ้นมากขึ้น Reform Party ของ Ross Perot ในยุค 90s เคยได้คะแนนเกือบ 20% แต่แตกแยกไป และพรรคเล็กท้องถิ่นอีกเพียบ เช่น Alaskan Independence Party หรือ Vermont Progressive Party
ทำไมพรรคเล็กถึงโตไม่ได้? นอกจากระบบเลือกตั้งแล้ว ยังมี กฎหมายที่เอาเปรียบ เช่น ต้องรวบรวมลายชื่อมหาศาลเพื่อลงสมัครในแต่ละรัฐ สื่อใหญ่ให้เวลาออกอากาศน้อย และเงินทุนจากผู้บริจาคที่ไหลไปสองพรรคใหญ่เท่านั้น บางครั้งพรรคเล็กยังถูกกล่าวหาว่า 'สปอยล์' หรือแบ่งคะแนนให้ฝ่ายตรงข้าม เช่น Ralph Nader ของ Green Party ในปี 2000 ที่ทำให้ Gore แพ้ Bush แบบฉิวเฉียด
ล่าสุดปี 2026 นี่แหละ สถานการณ์กำลังเปลี่ยน! จากโพล Gallup ปี 2025 พบว่า Gen Z และกลุ่มอิสระ เพิ่มเป็น 45% สูงสุดในประวัติศาสตร์! เด็กยุคใหม่ไม่ชอบสองพรรคที่ 'สุดโต่ง' เกินไป รีพับลิกันอนุรักษ์จัด 77% เดโมแครตเสรีนิยม 60% แต่กลุ่มอิสระชอบสายกลาง 47% นี่ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอม 2026 (3 พ.ย. 2026) สุดเดือด รีพับลิกันครองสภาแบบฉิวเฉียด 220-215 ในสภาผู้แทนฯ และวุฒิฯ 53-47 เดโมแครตหวัง 'Blue Wave' ชิงที่นั่งคืน
Gen Z ชอบนโยบายเศรษฐกิจ เช่น Universal Basic Income จาก Forward Party หรือสิ่งแวดล้อมจาก Green ถ้าพรรคใหญ่ไม่ปรับตัว กลุ่มอิสระนี้อาจผลักดันให้ Ranked-Choice Voting เกิดขึ้นจริงในหลายรัฐ เช่น Alaska, Maine ที่ใช้แล้ว พรรคเล็กได้ลุ้นมากขึ้น บางทีอนาคตการเมืองอเมริกาอาจไม่ใช่สองขั้วอีกต่อไป!
สรุปคือ ไม่จริงหรอกที่บอกมีแค่ 2 พรรค พรรคอื่นยังอยู่ แต่ระบบและเงินทุนทำให้พวกเขาอยู่ในเงา ล่าสุดคลื่น Gen Z อิสระกำลังมาแรง อาจเปลี่ยนเกมทั้งหมดในปี 2026 ถ้าสนใจลองติดตาม Libertarian หรือ Forward Party ดู สนุกดีนะ!
✅ หวยรัฐบาล ✅ หวยลาว ✅ หวยยี่กี ✅ หุ้นหุ้น ✅ หวยฮานอย
สนใจหวยคลิก ➤ www.fahbet.com
💸ลงทุนกับหวยก็รวยได้ 💸เพราะจ่ายไม่มีอั้น💸
😍ซื้อหวยออนไลน์ง่าย ๆ ผ่านมือถือ
- 3 ตัวบน บาทล่ะ 900
- 3 ตัวโต๊ด บาทล่ะ 150
- 2 ตัวบน , 2 ตัวล่าง บาทล่ะ 90
🎉 เลขเด็ด เลขดัง ในประเทศได้หมด
✅ ถอนเร็ว จ่ายไว มั่นคงแข็งแรง 100%💪🏻
💬 ทีมแอดมินบริการ 24 ชั่วโมง คอยช่วยเหลือทุกท่าน
ปลอดภัย ซื่อสัตย์ ไม่หนี ได้เท่าไหร่ก็จ่าย